บทความ

การคุ้มครองความเสมอภาคทางสังคม เศรษฐกิจ กฎหมาย และการเมือง รวมถึงความเสมอภาคในโอกาส ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญไทย

07/11/2024
6578
การคุ้มครองความเสมอภาคทางสังคม  เศรษฐกิจ  กฎหมาย  และการเมือง  รวมถึงความเสมอภาคในโอกาส
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐ 
ของศาลรัฐธรรมนูญไทย[๑]

นายจักรกฤษณ์  อุตโม  นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ  สำนักคดี  ๓  กลุ่มงานคดี  ๘
          
        หลักความเสมอภาค  (Equality)
  เป็นหลักการพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสามารถกล่าวอ้างเรียกร้องให้รัฐรับรองในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการปฏิบัติต่อตนเองอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น  หลักความเสมอภาคจึงถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ โดยมิต้องคำนึงถึงคุณสมบัติอื่น ๆ  ไม่ว่าจะเป็น  ถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  สภาพทางกาย  หรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมือง  ทั้งนี้  สาระสำคัญของหลักความเสมอภาค  คือ  จะต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญเดียวกันอย่างเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อบุคคลที่สาระสำคัญไม่เหมือนกันให้แตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะของเรื่องนั้น ๆ
          ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา  ๒๗  ดังนี้
        “มาตรา  ๒๗  บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย  มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
           ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
         การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  ความพิการ   สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้
          มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น  หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก  สตรี  ผู้สูงอายุ  คนพิการ  หรือผู้ด้อยโอกาส  ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
         บุคคลผู้เป็นทหาร  ตำรวจ  ข้าราชการ  เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง  สมรรถภาพ  วินัย  หรือจริยธรรม”
          ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรตุลาการ  มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย  ได้มีคำวินิจฉัยตามหลักความเสมอภาค  โดยอาจจำแนกหลักความเสมอภาคออกเป็นด้านต่าง ๆ  ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้  ดังนี้
         ๑)  ความเสมอภาคทางสังคม  (Social  Equality)  คือ  ความเท่าเทียมกันทางสังคมของสมาชิกทุกคนในสังคม  โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างในเรื่องเพศหรือสถานะของบุคคล ไม่ว่าจะมีฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ก็สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติ  เช่น 
          ความเท่าเทียมในการเรียกค่าทดแทนของสามีและภริยา  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๓/๒๕๖๗)  การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๕๒๓  วรรคสอง  บัญญัติสิทธิในการเรียกค่าทดแทนของสามีและภริยาไว้แตกต่างกัน  โดยส่งผลให้ภริยาไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เป็นเพศชายหรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอื่นที่เข้ามามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน  และทำให้ภริยาไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่ลักลอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโดยไม่เปิดเผย  เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายระหว่างสามีและภริยาไม่เท่าเทียมกัน  ส่งผลให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน  เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ  ขัดต่อหลักความเสมอภาค
          ความเท่าเทียมในการสมรส  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๒๐/๒๕๖๔)  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๔๔๘  เป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ  ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีของสังคมไทยที่บัญญัติขึ้นบนพื้นฐานของหลักเหตุและผล  มิได้เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ  และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ  แต่เมื่อบริบทสังคมโลกและสังคมไทยในปัจจุบันยอมรับและเริ่มมีการให้สิทธิแก่บุคคลเกี่ยวกับสถานะทางเพศ
อย่างกว้างขวางมากขึ้น  รัฐควรมีมาตรการที่เหมาะสมและสนับสนุนให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ใช้ชีวิตร่วมกัน  ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีข้อแนะนำว่ารัฐสภา  คณะรัฐมนตรี  และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสมควรพิจารณาดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะสมต่อไป
          ๒)  ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ  (Economic  Equality)  คือ  การมีหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  ในระดับที่อย่างน้อยต้องสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม  เช่น 
       ความเท่าเทียมในการจ้างงานคนพิการระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๘ - ๑๙/๒๕๖๗)  พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  พ.ศ.  ๒๕๕๐  มาตรา  ๓๓  มาตรา  ๓๔  วรรคหนึ่ง  และมาตรา  ๓๕  ได้กำหนดแนวทางและปรับปรุงวิธีการในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น  และกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองคนพิการ  เพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุสภาพทางกายหรือสุขภาพ  รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้มีสิทธิในการได้รับการจ้างงานอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  เมื่อมีรายได้จากการทำงานก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนพิการดีขึ้น  ส่งผลให้ครอบครัวและสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
          ๓)  ความเสมอภาคทางกฎหมาย  (Equality  of  the  Law)  หมายถึง  คือ  สิทธิที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน  โดยกฎหมายที่ตราออกมาจะต้องมีผลบังคับใช้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอกัน ซึ่งรวมถึงกระบวนการทางกฎหมายที่มีผลต่อประชาชนโดยรวม  ตั้งแต่การออกกฎหมายที่ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน  อันเป็นการคุ้มครองบุคคลจากกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม  ส่งผลให้บุคคลสามารถป้องกันสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนได้อย่างเสมอภาค  เช่น 
          หลักเกณฑ์ในการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ออกเช็ค  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๖/๒๕๖๗)  กฎหมายได้บัญญัติหลักการและการบังคับใช้ตั๋วเงินแต่ละประเภทไว้แตกต่างกัน  กล่าวคือ  ตั๋วแลกเงินเป็นหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งบุคคลที่สามจ่ายเงินแก่ผู้รับเงิน  ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหนังสือตราสารซึ่งผู้ออกตั๋วให้คำมั่นสัญญาว่าตนจะจ่ายเงินแก่ผู้รับเงิน  ส่วนเช็คเป็นหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารจ่ายเงินแก่ผู้รับเงิน เมื่อลักษณะของตั๋วเงินทั้งสามประเภทมีความแตกต่างกันและวัตถุประสงค์การใช้ที่ไม่เหมือนกัน  กฎหมายอาจบัญญัติความคุ้มครองไว้ต่างกันได้  ด้วยเหตุที่การใช้เช็คเป็นที่นิยมแพร่หลายในทางธุรกิจ  รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องปรามไม่ให้มีการสั่งจ่ายเช็คโดยทุจริต  การที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค  พ.ศ.  ๒๕๓๔  บัญญัติให้ผู้ออกเช็คที่มีเงื่อนไขข้อเท็จจริงตามมาตรา  ๔  วรรคหนึ่ง  (๑)  ถึง  (๕)  มีความผิดอาญาตามพระราชบัญญัตินี้  จึงไม่ขัดต่อหลักความเสมอภาค
          หลักเกณฑ์ในการฎีการะหว่างพนักงานอัยการกับจำเลย  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๗/๒๕๖๗)  การที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์  พ.ศ.  ๒๕๕๙  มาตรา  ๔๕  วรรคสี่  บัญญัติหลักเกณฑ์ในการฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ระหว่างพนักงานอัยการกับจำเลยไว้แตกต่างกัน  โดยกำหนดให้อัยการสูงสุดรวมไปถึงพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดได้มอบหมายมีอำนาจรับรองฎีกาของฝ่ายโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกา  และกำหนดให้ศาลฎีการับฎีกาของพนักงานอัยการโดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจสั่งเป็นประการอื่น แต่กระบวนการพิจารณาของศาลนั้น พนักงานอัยการโจทก์เป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งซึ่งมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับราษฎรที่เป็นจำเลยอย่างเสมอกัน  สมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีการเดียวกันและได้รับการพิจารณาวินิจฉัยว่าจะรับฎีกาหรือไม่โดยศาลฎีกาเช่นเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือ      ข้อกฎหมายก็ตาม  บทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้หลักประกันสิทธิในการฎีกาของคู่ความในคดีค้ามนุษย์ระหว่างพนักงานอัยการกับจำเลยแตกต่างกัน  ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน  เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล  ขัดต่อหลักความเสมอภาค
          ๔)  ความเสมอภาคทางการเมือง  (Political  Equality)  คือ  การมีสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน  ในกรณีนี้รวมถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านตัวแทนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง  ทั้งในส่วนของผู้ลงคะแนนเสียงและผู้สมัครรับเลือกตั้ง  ไม่ว่าจะเป็นการสมัครรับเลือกตั้ง  การกำหนดคุณสมบัติ  รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  และสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น  เช่น 
          ความเท่าเทียมในการรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๑/๒๕๖๗)  การที่พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น  พ.ศ.  ๒๕๖๒  มาตรา  ๑๐๙ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดต้องรับผิดค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อันเกิดจากท้องถิ่นนั้น  กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น  จึงต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ตนก่อให้ต้องเสียไป  ต่างจากกรณีที่บุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นโดยกระบวนการเลือกตั้งที่สุจริตหรือเที่ยงธรรม  แต่ต่อมาภายหลังขณะที่ดำรงตำแหน่งบุคคลนั้นลาออก ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้บุคคลนั้นมีสิทธิลาออกได้  อันเป็นกรณีที่รัฐปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญต่างกันให้แตกต่างกันได้  ไม่ถือเป็นเหตุให้บุคคลไม่เสมอภาคกันในกฎหมาย  บุคคลยังมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน  เป็นไปตามหลักความเสมอภาค
          ๕)  ความเสมอภาคในโอกาส  (Equality  of  Opportunity)  คือ  ความเท่าเทียมกันในการได้รับบริการสาธารณะของรัฐ  การให้โอกาสทุกคนในการพัฒนาความสามารถของตนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้อย่างเสมอภาคและไม่ถูกกีดกันออกจากกิจกรรมต่าง ๆ  ของสังคม  ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  การสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ  รวมถึงการคัดเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ โดยห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่าง  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสัญชาติ  วุฒิการศึกษา  สถานะของบุคคล  หรือความพิการ  ในการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ  เช่น 
          ความเท่าเทียมในการเข้าถึงตำแหน่งที่สำคัญ  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๗/๒๕๖๔)  แม้การที่รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖๓  วรรคหนึ่ง  บัญญัติให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  “ทำหน้าที่เป็น”  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  หรือสมาชิกวุฒิสภา  ย่อมหมายถึง  การให้ทำภารกิจของตนด้วยความรับผิดชอบ อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  แต่มิได้หมายความว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  “เป็น”  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  ผู้ร้องเรียนทั้งสองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗  และรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖๓  วรรคหนึ่ง  ไม่ถือว่าเป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๖๐  มาตรา  ๑๐  (๑๘)  แต่เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยให้ผู้อื่นที่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  และที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติวินิจฉัยมาโดยตลอดว่าบุคคลใดที่เคยเป็นหรือเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม  ทำให้ไม่มีสิทธิเข้ารับการสรรหา  ซึ่งไม่มีความแตกต่างไปจากการวินิจฉัยกรณีของผู้ร้องเรียนทั้งสอง  มติว่าผู้ร้องเรียนทั้งสองเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  ไม่ขัดต่อหลักความเสมอภาค 
          ความเท่าเทียมในการได้รับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๐/๒๕๖๒)  พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น  พ.ศ.  ๒๕๐๐  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น  (ฉบับที่  ๖)  พ.ศ.  ๒๕๔๓  มีเจตนารมณ์ก็เพื่อให้ข้าราชการที่มีสถานะเป็นพนักงานส่วนตำบลทุกคนสามารถได้รับสิทธิในการคำนวณเงินบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายดังกล่าว มิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อตัดสิทธิการรับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ  หากแต่เป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเพื่อให้พนักงานส่วนตำบลมีความเสมอภาคในการรับบำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่นซึ่งเป็นการเพิ่มสิทธิให้พนักงานส่วนตำบลทุกคนมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามที่กฎหมายนี้กำหนด  แม้สิทธิในการได้รับเงินเบี้ยหวัด  เงินบำนาญ  เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และเงินบำเหน็จดำรงชีพของจำเลยจะได้ตามกฎหมายอื่น  ก็ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยแต่อย่างใด  หากแต่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานส่วนตำบลมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายนี้เช่นเดียวกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น  อันสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคตามกฎหมาย  และมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล
          จากตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยในเรื่องของหลักความเสมอภาคที่ยกมานี้  จะเห็นได้ว่า  กฎหมายหลายฉบับที่ออกมาใช้บังคับกับประชาชนนั้น  อาจมีบทบัญญัติในลักษณะที่ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นความเสมอภาคทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  กฎหมาย  หรือในโอกาส  อันเป็นเหตุให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  อาทิ  เช่น  เชื้อชาติ  ความพิการ  เพศ  หรือสถานะของบุคคล  เป็นต้น  ศาลรัฐธรรมนูญได้นำหลักความเสมอภาคมาใช้ในการวินิจฉัยคดีดังกล่าว  ทั้งนี้  ก็เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้
 

[๑] นายจักรกฤษณ์  อุตโม  นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ  สำนักคดี  ๓  กลุ่มงานคดี  ๘
 
Back to top